Month: April 2022

“ปตท.” ปิดการเสนอขายหุ้นกู้มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท กลุ่มสถาบัน-ผู้ลงทุนรายใหญ่ตอบรับ

น.ส.พรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการเสนอขายหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน ภายใต้โครงการออกตราสารหนี้ (MTN Program) เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา โดยหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ระดับ “AAA” ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดของประเทศ จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ ประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 3 ปี 5 ปี 6 เดือน และ 12 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่ 1.79% 2.45% และ 3.47% ต่อปี ตามลำดับ โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่มากกว่า 110 ราย ประกอบด้วย กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทประกันชีวิต

บล.พายคาด SET สัปดาห์นี้แกว่งจำกัด แนะหุ้นกลุ่มรับประโยชน์เทศกาลสงกรานต์

บล.พาย (Pi) คาดว่าสัปดาห์นี้ประเมินการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทย (SET) ค่อนข้างจำกัดในกรอบ 1,677-1,700 จุด เนื่องจากจะเปิดทำการเพียง 2 วัน คือ วันจันทร์และวันอังคาร หลังจากนั้นจะเข้าสู่วันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ในสัปดาห์นี้หลักๆ แล้วจะไปรายงานในช่วงคืนวันอังคารตามเวลาประเทศไทย เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ Bloomberg คาดที่ 1.2%MoM ถัดมาจะเป็นดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ ที่จะมีกำหนดรายงานในคืนวันพุธตามเวลาประเทศ Bloomberg คาดที่ 1.1%MoM และยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี Bloomberg คาดที่ 0.6%MoM ดังนั้น จะเห็นว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญจะรายงานช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการ อย่างไรก็ตาม ให้ระมัดระวังแรงขายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันอังคาร เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่จะรายงานออกมาค่อนข้างมีความสำคัญกับการลงทุนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งนักลงทุนบางส่วนอาจจะกังวลกับภาวะการลงทุนสัปดาห์หน้าจากการเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากกว่าเดิมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เชิงกลยุทธ์การลงทุนยังแนะให้ถือครองเงินสดจากระดับ Valuation ที่ค่อนข้างสูง และสัปดาห์นี้แนะหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเทศกาลสงกราต์ เช่น ค้าปลีก (BJC CRC CPALL) โรงแรม (AWC CENTEL ERW MINT) สนามบิน (AOT) เครื่องดื่ม

“เอส โฮเทลฯ” ตั้งเป้าปี 65 รายได้โต 200% ขึ้นแท่นธุรกิจโรงแรมที่ทำรายได้สูงสุดเบอร์ 2 ไทย

“เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” ในเครือ “สิงห์ เอสเตท” เผยปี 64 กวาดรายได้ 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 65 รายได้ทุบสถิติ 8,500 ล้านบาท โต 200% จากปีก่อน หลังธุรกิจท่องเที่ยวได้รับปัจจัยหนุนการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ส่งผลตลาดท่องเที่ยวขยายตัวเร็ว ชูนโยบายบริหารจัดการและการลงทุนโรงแรมแบบกระจายความเสี่ยง และการยกระดับการบริการ เพื่อสอดคล้องต่อความต้องการสูงสุดของนักท่องเที่ยว เพิ่มช่องทางจองที่พักโรงแรมโดยตรงหนุนรายได้พุ่ง มั่นใจก้าวสู่ผู้ประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมที่ทำรายได้สูงสุดอันดับ 2 ของไทย นายเดิร์ก เดอ คุยเปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดการท่องเที่ยวในหลายประเทศกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะทำให้ธุรกิจโรงแรมกลับมาคึกคักอีกครั้ง รวมถึงโรงแรมในเครือของบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั้ง 5 แห่งทั่วโลก โดยเฉพาะพอร์ตโรงแรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 44% และมีสัดส่วนรายได้ 28% ของรายได้รวม “ในสหราชอาณาจักร นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน

ราคาน้ำมันดิบลด หลังประเทศสมาชิก IEA ปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรอง

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังประเทศสมาชิกของสำนักพลังงานสากล (IEA) ประกาศปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ วันที่ 7 เมษายน 2565 หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังประเทศสมาชิกของสำนักพลังงานสากล (IEA) ประกาศว่าจะปล่อยน้ำมันดิบจำนวน 120 ล้านบาร์เรล จากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) นับเป็นครั้งที่สองในปีนี้ที่ IEA ได้ปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเพิ่มอุปทานทั่วโลกประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างน้อยในสองเดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความต้องการใช้น้ำมันที่ชะลอตัวในจีนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้มีการล็อกดาวน์ในเมืองต่าง ๆ รวมไปถึงเซี่ยงไฮ้ สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานตัวเลขน้ำมันดิบคงคลัง ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 เม.ย. 2565 เพิ่มขึ้น 2.4 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 412 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะปรับตัวลดลงราว 2.1 ล้านบาร์เรล ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ ระบุว่าธนาคารกลางสหรัฐกำลังวางแผนที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.5% ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น แต่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันได้รับแรงกดดัน เนื่องจากการซื้อขายน้ำมันส่วนใหญ่ซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังตลาดคาดว่าอินโดนีเซียจะนำเข้าน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นในเดือน

ASP มองดัชนี SET ขยับ กังวลสงคราม-Inverted Yield Curve กดดัน

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 2/65 มองว่ายังมีโอกาสแกว่งตัวขึ้นได้ แม้จะไม่ได้ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นการแกว่งตัวขึ้นที่ชะลอลง และระหว่างทางอาจจะมีแรงกดดันเข้ามาทำให้ดัชนีย่อตัวลงมาได้ โดยที่ปัจจุบันยังคงมีปัจจัยกดดันต่อการลงทุนในตลาดหุ้นจากภาวะ Inverted Yield Curve ที่เป็นปัจจัยสะท้อนภาพของเศรษฐกิจที่มีโอกาสเกิดการ Recession ที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกอาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง โดยจะเห็นว่าเริ่มมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจออกมากันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยกดดันต่อเนื่องจากสงครามรัสเซียและยูเครนที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและราคาต้นทุนการผลิตต่างๆ ให้ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกไปแล้วในการประชุมเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และกระทบต่อต้นทุนของบริษัทจดทะเบียนให้เพิ่มสูงขึ้น กดดันต่อความสามารถในการทำกำไรให้ลดลงไปมาก เป็นปัจจัยที่เข้ามารบกวนการลงทุนในตลาดหุ้นในระยะสั้น ด้านนักลงทุนสถาบันจากการสำรวจของ บล.เอเซีย พลัส ทั้งหมด 21 สถาบัน พบว่าส่วนใหญ่กลับมาถือครองเงินสดเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ถือเงินสดไว้ราว 20% เพิ่มมาเป็น 30% เนื่องจากยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์และความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆ รวมถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจที่มีโอกาสกลับมาชะลอตัว จึงเลือกถือเงินสดเพื่อรอดูทิศทางต่างๆ ให้มีความชัดเจน และอยู่ระหว่างการหาจังหวะกลับเข้าไปลงทุนอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยในส่วนของนักลงทุนสถาบันที่ยังชะลอการลงทุน ทำให้ตลาดหุ้นยังขาดปัจจัยหนุนในการปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น หากมองมาที่ตลาดหุ้นไทยนั้น บล.เอเซีย พลัส มองว่าผลกระทบในด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีการปรับประมาณการตัวเลข

“รมว.แรงงาน” ชวนสมัครงานผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” มีตำแหน่งงานรองรับกว่า 1.5 แสนอัตรา

กระทรวงแรงงานชวนคนหางานใช้บริการเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” และแอปฯ “ไทยมีงานทำ” ให้บริการฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย รวมตำแหน่งงานภาครัฐ เอกชน และตำแหน่งงานจากบริษัทจัดหางานเพื่อผู้หางาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน เตรียมตำแหน่งงานว่าง จำนวน 159,703 อัตรา รองรับผู้ว่างงาน ผู้จบการศึกษาใหม่ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และทุกคนที่ต้องการมีงานทำ โดยพร้อมให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ซึ่งให้บริการทั้ง Web Application และ Mobile Application ประชาชนสามารถหางาน เข้าถึงตำแหน่งงานที่สนใจเหมาะสมกับตนเอง และสมัครหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและเพิ่มโอกาสการมีงานทำ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งงาน (Active ในระบบ) จากทั่วประเทศ จำนวน 159,703 อัตรา โดยตำแหน่งงาน 5 อันดับแรกที่มีความต้องการมากที่สุด ได้แก่ 1. แรงงานด้านการประกอบ 2. แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์ 3.พนักงานขายของหน้าร้านและสาธิตสินค้า 4. ตัวแทนจัดหาบริการทางธุรกิจและนายหน้าการค้าอื่น ๆ 5.

ยานแม่ SCBX “อาทิตย์ นันทวิทยา”ส่งสารพร้อมลุย ชู”ไทยพาณิชย์”เรือธงกลุ่ม

ประธานฯยานแม่ SCBX”อาทิตย์ “ส่งสาร แจงยุทธศาสตร์สำคัญของการปรับทัพ ชู”ธ.ไทยพาณิชย์ “เรือธงกลุ่ม พร้อมส่งไม้ต่อ”กฤษณ์ จันทโนทก” นำแบงก์สู่เป้าหมาย “To Be A Better Bank” ย้ำภารกิจมุ่งสร้างมูลค่าจากธุรกิจใหม่ควบคู่ธุรกิจแบงก์ ให้มั่นคงเติบโต ยืนหยัดในเวทีระดับโลก วันนี้ (1 เม.ย.2565 ) นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) หรือ (SCB ) ได้ส่งสารถึงพนักงาน ถึงการประกาศแต่งตั้ง นาย กฤษณ์ จันทโนทก ดํารงตําแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ( SCB) คนใหม่ มีผล 1 ส.ค. 2565 โดยระบุว่า   จากที่เคยได้เล่าถึงยุทธศาสตร์สําคัญในการปรับเปลี่ยนกลุ่มบริษัทของเราให้เป็นกลุ่มเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาค โดยมีการจัดตั้ง บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จํากัด (มหาชน) เป็นยานแม่ และมีบริษัทลูกที่สําคัญต่างๆ

คลังเผยโครงการรักษาระดับการบริโภคในประเทศมีผู้ใช้สิทธิ 40.9 ล้านราย ยอดใช้จ่าย 64,471.08 ล้านบาท

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยความคืบหน้ามาตรการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ ปี 2565 ซึ่งประกอบด้วย โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 และโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 พบว่า จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 ณ เวลา 23.00 น. มีผู้ใช้สิทธิทุกโครงการรวม 40.9 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายรวมทั้งหมด 64,471.08 ล้านบาท โดยสรุปผลการใช้จ่ายได้ ดังนี้ 1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 4 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 13.36 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายรวม 5,282.76 ล้านบาท 2.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ระยะที่ 2 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 1.28 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายรวม 473.12 ล้านบาท 3.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่