Month: February 2022

คลังชี้ 65% ของหนี้ครัวเรือนไทยเป็นการสะสมทรัพย์สินก่อให้เกิดรายได้

คลังเผยหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ระดับใกล้เคียงกับปีก่อน แต่จีดีพีขยายตัวไม่มากจึงเป็นตัวหาร ทำให้หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ในระดับสูง ชี้ส่วนใหญ่ 65% เป็นการสะสมทรัพย์สิน ทำให้เกิดรายได้ ปลื้ม! จีดีพีปี 64 โต 1.6% เพราะควบคุมโควิดระบาดได้ดี-การบริโภคกลับมา นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณีที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาหนี้ครัวเรือนและจะมาหารือกับ สศค.นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานงานจากสภาพัฒน์เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ดี ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงนั้นจะต้องพิจารณาเรื่องของจีดีพีที่ขยายตัวได้ไม่มาก ซึ่งจะเป็นตัวหารที่ทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอยู่ในระดับสูงด้วย ทั้งที่ระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนๆ และเมื่อพิจารณาถึงความมั่นคงของสถาบันการเงิน หนี้เสียยังอยู่ในระดับทรงตัว โดยอยู่ที่ 2.8-2.9% เท่านั้น พร้อมกันนี้ ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2564 ระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 14.35 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 89.3% ของจีดีพี ซึ่งขยายตัวเพียงเล็กน้อย หรือ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ฉะนั้น จะเห็นว่าอัตราการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไม่ได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากไส้ในของหนี้ครัวเรือนจะพบว่า หนี้ครัวเรือนของไทยมีความต่างจากหนี้ครัวเรือนจากประเทศอื่น โดยการระดมทุนของหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่นำมาเพื่อการประกอบอาชีพและก่อให้เกิดรายได้ค่อนข้างมากหรือมากกว่า

“ต่างชาติ” หอบเงินซื้อหุ้นไทย 1.7 หมื่นล้าน ลุยกลุ่มแบงก์-หุ้นเปิดเมือง

“ต่างชาติ” เข้าซื้อหุ้นไทย 1.7 หมื่นล้าน สูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ดัน SET Index ปิดพุ่ง 18.93 จุด เน้นหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มธนาคาร-เปิดเมือง ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (9 ก.พ.2565) ดัชนี SET (SET Index) ปิดที่ 1,703.6 จุด เพิ่มขึ้น 18.93 จุด หรือ 1.12% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 135,624.66 ล้านบาท ระหว่างวันปรับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,708.03 จุด และต่ำสุดที่ 1,688.95 จุด โดยดัชนีปิดสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.2562 สำหรับมูลค่าการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า สถาบันในประเทศ (กองทุน) ขายสุทธิ 4,299.54 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ซื้อสุทธิ 407.33 ล้านบาท

กรมสรรพากร ประกาศยืดเวลาชำระอากรแสตมป์

สรรพากร ประกาศ ขยายระยะเวลาชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน สำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ และตราสารกระดาษ ผ่านสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 65 พร้อมเพิ่มลักษณะตราสารกระดาษอีก จำนวน 18 ลักษณะ ให้สามารถยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ใด้ นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรขยายกำหนดเวลาในการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ และตราสารกระดาษ สามารถยื่นขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ทั้งนี้ สำหรับตราสารที่จัดทำขึ้นถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยมีรายละเอียด ดังนี้   1.ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ – จำนวน 5 ลักษณะ ที่ได้จัดทำขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 สามารถยื่นขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาด้วยแบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน   – จำนวน 18

คนละครึ่ง 2 สัปดาห์มีผู้ใช้สิทธิ 23.67 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวม 28,310.3 ล้านบาท

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 (โครงการฯ ระยะที่ 4) โดยจากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ณ เวลา 23.00 น. พบว่า มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 23.67 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายรวม 28,310.3 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่าย 14,346.6 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 13,963.7 ล้านบาท และมียอดใช้จ่ายสะสมแบ่งตามประเภทตามร้านค้า ได้แก่ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 11,024.3 ล้านบาท ร้านธงฟ้า 5,224.6 ล้านบาท ร้าน OTOP 1,306.5 ล้านบาท ร้านค้าทั่วไป 10,221.2 ล้านบาท ร้านบริการ 489.2 ล้านบาท และกิจการขนส่งสาธารณะ 44.5 ล้านบาท ทั้งนี้

ผู้ถือหุ้นอนุมัติ EFORL เพิ่มทุน-คลอดวอร์แรนต์

ผู้ถือหุ้น “อี ฟอร์ แอล เอม” ไฟเขียวปรับโครงสร้างทุน รวมพาร์จาก 0.075 บาท/หุ้น เป็น 0.75 บาท/หุ้น พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญรุ่นที่ 5 (EFORL-W5) และรุ่นที่ 6 (EFORL-W6) เตรียมนำเงินขยายธุรกิจเครื่องมือทางการแพทย์เต็มสูบ ตั้งเป้ารายได้ปี 65 พุ่งแตะ 2.4 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20% นายปรีชา นันท์นฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อี ฟอร์ แอล เอม จํากัด (มหาชน) (EFORL) ตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 9 ก.พ.2565 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) ของบริษัทฯ จากเดิมมูลค่าหุ้นละ 0.075 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 0.75 บาท พร้อมทั้งอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 1,199.36 ล้านหุ้น